เปิดเวทีองค์ความรู้จากงานวิจัย สู่การพัฒนาพื้นที่สูงอย่างมั่นคงและยั่งยืน

วันที่ 26 มีนาคม 2569 มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. จัดการประชุมวิชาการผลสำเร็จงานวิจัย ภายใต้หัวข้อ “คุณูปการผลงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง สู่ความมั่นคงและยั่งยืน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะเลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ เครือข่ายวิจัย และเกษตรกรเข้าร่วมประชุม
การจัดประชุมในครั้งนี้ เป็นการเผยแพร่ผลสำเร็จจากการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการต่อยอดผลงานวิจัย สู่การนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งก่อให้เกิด “คุณูปการ” ของงานวิจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่สูงของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดระยะเวลากว่า 57 ปี มูลนิธิโครงการหลวงได้นำงานวิจัยมาเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูง ทั้งด้านอาชีพ รายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
ภายในงานมีการถ่ายทอดผลสำเร็จของงานวิจัยที่ต่อยอดจากองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับภูมิสังคม การใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ไปจนถึงการพัฒนาชุมชนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากงานวิจัยในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และยังเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักวิจัย ผู้ปฏิบัติงาน และชุมชน ผ่านการบรรยายพิเศษ การเสวนาเชิงนโยบาย และการนำเสนอผลงานวิจัยทั้งในรูปแบบบรรยายและโปสเตอร์ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้กับบริบทการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน ทั้งด้านเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG โมเดล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง กล่าวในพิธีเปิดว่ามูลนิธิโครงการหลวงดำเนินงานวิจัยและพัฒนางานด้านต่าง ๆ ด้วยแนวทาง “โครงการหลวงโมเดล” หรือแนวปฏิบัติที่ดีของการพัฒนาทางเลือก ซึ่งเกิดจากพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงใช้วิทยาศาสตร์และงานวิจัย เป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูง ควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
ด้วยการดำเนินงานตามแนวทางนี้ โครงการหลวงจึงเป็นต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่สูงที่ประสบผลสำเร็จ ในด้านการแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่น การทำไร่เลื่อนลอย และความยากจน จนสามารถขยายผลไปสู่การพัฒนาพื้นที่สูงหลายแห่งของประเทศไทยและนานาประเทศ ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิชาการ และเครือข่ายการพัฒนา โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน
ภายใต้พระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งให้การดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ผสานองค์ความรู้จากงานวิจัยหลายสาขา เข้ากับการบริหารจัดการพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพและการตลาด สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่สูงดำเนินไปอย่างสมดุลและยั่งยืน
ทั้งนี้การวิจัยระยะต่อไปควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการระดับภูมิทัศน์ ที่ครอบคลุมการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การอนุรักษ์ดิน ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ ประธานคณะทำงานวิจัย มูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า งานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงถือเป็นภารกิจหลักที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 ตามแนวพระราชดำริในการพัฒนาทางเลือกบนพื้นที่สูง โดยยึดหลัก
“เมื่อไม่รู้ ต้องวิจัย” เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ พร้อมทั้งสืบสานพระราชปณิธานในการ “สืบสาน รักษา
ต่อยอด”เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ งานวิจัยของโครงการหลวงได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาชีพให้เกษตรกร ควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน อีกทั้งยังเป็นต้นแบบการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายประเทศ
จากการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาตลอดระยะเวลากว่า 57 ปี สามารถสร้างมูลค่าผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรวมกว่า 1.25 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2568 โครงการหลวงสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตให้เกษตรกรรวมกว่า 1,300 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 166,949 บาทต่อครัวเรือน พัฒนาและขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช 27 ชนิด 101 สายพันธุ์ แสดงให้เห็นถึงคุณูปการของงานวิจัย ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนบนพื้นที่สูงให้ดีขึ้น
ด้วยความรู้จากผลงานวิจัย ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาสำคัญบนพื้นที่สูง ทั้งปัญหาพืชเสพติด การทำการเกษตรที่ ไม่เหมาะสม และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ โดยพัฒนาเป็น “ทางเลือก” ที่ยั่งยืนซึ่งได้รับการยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ หรือ UNODC ด้านยาเสพติด และอาชญากรรม ในการกำหนดเป็นหลักการและแนวทางปฏิบัติเพื่อการพัฒนา ที่ยั่งยืน UNODC ในต่างประเทศ และนำไปขยายผลในหลายประเทศในภูมิภาค
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากหน่วยงานเครือข่าย ที่สามารถนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงการประกวดผลงานวิจัยที่ช่วยกระตุ้นการพัฒนางานวิจัยอย่างสร้างสรรค์ ทำให้เห็นถึงคุณค่าของงานวิจัยในฐานะเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาพื้นที่สูงของประเทศ และเป็นกลไกในการสร้างความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ ยังจัดให้มีกิจกรรมสำคัญเพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ได้แก่ การบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายและกลไกการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่สูง ภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม” การเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ความท้าทายและความต้องการงานวิจัยพื้นที่สูงในอนาคต” โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่นำเสนอคุณูปการของงานวิจัยและการพัฒนาพื้นที่สูงสู่ความมั่นคงและยั่งยืน
กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงบทบาทของงานวิจัยในฐานะเครื่องมือสำคัญในการพัฒนา แต่ยังเป็นเวทีในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาควิชาการสู่การนำไปใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่สูงของประเทศให้เกิดความสมดุล มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว